Skip to content
Home » ประเภทของเบียร์

ประเภทของเบียร์

ประเภทของเบียร์

ประเภทของเบียร์ ความรู้เรื่องเบียร์ที่น่าสนใจ

ประเภทของเบียร์ เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ผลิตจากข้าวบาร์เลย์ มอลต์ ยีสต์ และน้ำ แนะนำประเภทของเบียร์ เบียร์มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั่วโลกคราฟต์เบียร์ คือ

คราฟเบียร์ไทยเบียร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามวิธีการหมัก ได้แก่

  • เบียร์เอล (Ale) เบียร์ประเภทนี้หมักด้วยยีสต์ที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ใช้เวลาหมักประมาณ 1-2 สัปดาห์ เบียร์เอลมีรสชาติหลากหลาย ตั้งแต่รสอ่อนๆ ไปจนถึงรสเข้ม ตัวอย่างเบียร์เอล ได้แก่ ฮ็อปปิเอล เบียร์ขาว เบียร์พอร์ตเตอร์ และเบียร์สต็อท
  • เบียร์ลาเกอร์ (Lager) เบียร์ประเภทนี้หมักด้วยยีสต์ที่จมอยู่ใต้น้ำ ใช้เวลาหมักประมาณ 2-4 สัปดาห์ เบียร์ลาเกอร์มีรสชาติสดชื่น ดื่มง่าย ตัวอย่างเบียร์ลาเกอร์ ได้แก่ พิลเซ่น เบียร์บ็อค และเบียร์มาร์ตินี

นอกจากนี้ เบียร์ยังสามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทย่อยๆ ตามลักษณะอื่นๆ ได้อีก เบียร์มีกี่ประเภทเช่น

  • เบียร์สี (Color) เบียร์สามารถแบ่งออกได้เป็น เบียร์สีอ่อน (Pale beer) เบียร์สีเข้ม (Dark beer) และเบียร์สีดำ (Black beer)
  • ปริมาณแอลกอฮอล์ (Alcohol content) เบียร์สามารถแบ่งออกได้เป็น เบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ (Low-alcohol beer) เบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ปานกลาง (Medium-alcohol beer) และเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง (High-alcohol beer)
  • รสชาติ (Flavor) เบียร์สามารถแบ่งออกได้เป็น เบียร์ที่มีรสชาติอ่อนๆ (Light-flavored beer) เบียร์ที่มีรสชาติเข้มข้น (Strong-flavored beer) และเบียร์ที่มีรสชาติพิเศษ (Specialty beer)

ตัวอย่างประเภทของเบียร์

เบียร์มีกี่ชนิดต่อไปนี้เป็นตัวอย่างประเภทของเบียร์ยอดนิยม

  • เบียร์เอล
    • ฮ็อปปิเอล (Hoppy ale) เป็นเบียร์เอลที่มีรสขมจากฮ็อปส์ ตัวอย่าง ได้แก่ IPA (Indian Pale Ale) และ APA (American Pale Ale)
    • เบียร์ขาว (Wheat beer) เป็นเบียร์เอลที่ผลิตจากข้าวสาลี ตัวอย่าง ได้แก่ Hefeweizen และ Witbier
    • เบียร์พอร์ตเตอร์ (Porter) เป็นเบียร์เอลที่มีสีเข้ม รสชาติเข้มข้น ตัวอย่าง ได้แก่ Robust Porter และ Brown Porter
    • เบียร์สต็อท (Stout) เป็นเบียร์เอลที่มีสีเข้มที่สุด รสชาติเข้มข้น ตัวอย่าง ได้แก่ Dry Stout และ Imperial Stout
  • เบียร์ลาเกอร์
    • พิลเซ่น (Pilsner) เป็นเบียร์ลาเกอร์สีเหลืองทอง รสชาติสดชื่น ตัวอย่าง ได้แก่ Pilsner Urquell และ Budweiser
    • เบียร์บ็อค (Bock) เป็นเบียร์ลาเกอร์ที่มีสีเข้มและรสชาติเข้มข้น ตัวอย่าง ได้แก่ Bock และ Doppelbock
    • เบียร์มาร์ตินี (Marzen) เป็นเบียร์ลาเกอร์สีเหลืองทอง รสชาติเข้มข้น ตัวอย่าง ได้แก่ Oktoberfestbier และ Märzen

วิธีการเลือกเบียร์

ชนิดของเบียร์การเลือกเบียร์ให้เหมาะกับตนเองนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลเป็นหลัก ดังนี้

  • รสชาติ หากชอบเบียร์ที่มีรสชาติอ่อนๆ ควรเลือกเบียร์ที่มีปริมาณฮอปส์น้อย หากชอบเบียร์ที่มีรสชาติเข้มข้น ควรเลือกเบียร์ที่มีปริมาณฮอปส์สูง
  • สี หากชอบเบียร์ที่มีสีอ่อนๆ ควรเลือกเบียร์สีอ่อน หากชอบเบียร์ที่มีสีเข้มๆ ควรเลือกเบียร์สีเข้ม
  • ปริมาณแอลกอฮอล์ หากชอบเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ต่ำ ควรเลือกเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 5% หากชอบเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง ควรเลือกเบียร์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์มากกว่า 5%
  • โอกาสในการดื่ม หากดื่มเบียร์ในโอกาสพิเศษ ควรเลือกเบียร์ที่มีรสชาติพิเศษ หากดื่มเบียร์เป็นประจำ ควรเลือกเบียร์ที่มีรสชาติที่ตนเองชื่นชอบ
ประเภทของเบียร์

ประเภทของเบียร์  วิธีผลิตเบียร์

ประเภทเบียร์ที่ได้รับความนิยมเบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ผลิตจากวัตถุดิบหลัก 4 ชนิด ได้แก่ น้ำ มอลต์ ฮอปส์ และยีสต์ กระบวนการผลิตเบียร์แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ดื่มเบียร์ประเภทไหนดี

1. การเตรียมวัตถุดิบ

  • น้ำ เป็นองค์ประกอบหลักของเบียร์ ต้องมีปริมาณเพียงพอและมีคุณภาพดี น้ำที่ใช้ในการผลิตเบียร์ควรมีปริมาณแร่ธาตุที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป
  • มอลต์ เป็นเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวโพด ฯลฯ ที่ผ่านการทำให้งอก มอลต์เป็นแหล่งของน้ำตาลและเอนไซม์ที่จำเป็นในการผลิตเบียร์
  • ฮอปส์ เป็นพืชตระกูลถั่ว มีคุณสมบัติให้กลิ่นและรสขมแก่เบียร์
  • ยีสต์ เป็นจุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

2. การต้ม (Mashing)

การต้มเป็นขั้นตอนแรกในการผลิตเบียร์ เป็นการต้มมอลต์กับน้ำร้อนเพื่อให้เอนไซม์ในมอลต์เปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล โดยทั่วไปการต้มจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อุณหภูมิในการต้มจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของเบียร์ที่ต้องการผลิตแนะนำเบียร์ยอดนิยม

3. การกรอง (Lautering)

การกรองเป็นขั้นตอนแยกกากมอลต์ออกจากน้ำต้ม กากมอลต์จะถูกนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น อาหารสัตว์หรือปุ๋ยประเภทเบียร์น่าดื่ม

4. การหมัก (Fermenting)

การหมักเป็นขั้นตอนที่ยีสต์เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยทั่วไปการหมักจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ อุณหภูมิในการหมักจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับชนิดของเบียร์ที่ต้องการผลิตประเภทเบียร์น่าสนใจ

5. การบ่ม (Conditioning)

การบ่มเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการผลิตเบียร์ เป็นการพักเบียร์ไว้เพื่อให้รสชาติและกลิ่นพัฒนาขึ้น โดยทั่วไปการบ่มจะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์

ประเภทของเบียร์  ข้อควรระวังในการดื่มเบียร์

เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง การดื่มเบียร์มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ดังนั้นจึงควรดื่มเบียร์อย่างมีสติและรับผิดชอบแนะนำเบียร์ฮิต